สรรพากรยุคดิจิทัล ใช้ e-Tax, Big Data และ AI ตรวจภาษีอย่างไร?
รู้หรือไม่? ปัจจุบันสรรพากรยุคดิจิทัล นำ e-Tax, Big Data และ AI มาวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อคัดกรองความเสี่ยงและตรวจสอบภาษีได้แม่นยำกว่าที่เคย! ติดตามอ่านต่อได้ที่นี่📚 https://www.kasmethai.com/single-post/สรรพากรยุคดิจิทัล

สรรพากรยุคดิจิทัล ใช้ e-Tax, Big Data และ AI ตรวจภาษีอย่างไร?
ปัจจุบันการตรวจสอบภาษีไม่ได้อาศัยเพียงการสุ่มตรวจ หรือการตรวจเอกสารแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจสอบ
ทั้ง e-Tax, Big Data, AI และ Risk-Based Audit (RBA) ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคัดกรองธุรกิจที่มีความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ตรงจุดมากขึ้น
1.e-Tax ไม่ได้มีหน้าที่แค่รับและเก็บข้อมูล
ข้อมูลจาก e-Tax Invoice/e-Receipt ในรูปแบบข้อมูลที่เป็นโครงสร้าง สามารถนำไปวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างคู่ค้าได้ เช่น
• ภาษีขายของผู้ขาย VS ภาษีซื้อของผู้ซื้อ
• ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างฐานภาษีกับ VAT
• วิเคราะห์การออกใบกำกับภาษีที่ผิดปกติ
• ตรวจจับรูปแบบธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
ทำให้การตรวจสอบ VAT และธุรกรรมที่ผิดปกติสามารถทำได้ แม่นยำมากขึ้น
2.Big Data ข้อมูลหลายแหล่งถูกนำมาเชื่อมโยงกัน
การวิเคราะห์ความเสี่ยงไม่ได้ดูเฉพาะแบบภาษีเพียงอย่างเดียว แต่สามารถนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบการวิเคราะห์ เช่น
• ภ.ง.ด.1, 3, 53
• ภ.พ.30
• ภ.ง.ด.50, 51
• ข้อมูลนำเข้า–ส่งออก
• ข้อมูลงบการเงิน
• ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพนักงานและธุรกรรมทางการเงินตามกฎหมาย
ตัวอย่างเช่น
บริษัทแจ้งรายได้เพียง 5 ล้านบาท แต่มีพนักงานจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายเงินเดือนสูงมาก
ตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกันอาจกลายเป็น สัญญาณความเสี่ยง ที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
3.AI/Data Analytics ไม่ได้มาแทนเจ้าหน้าที่แต่ช่วยคัดกรอง
AI ไม่ได้หมายความว่าจะมีหุ่นยนต์มานั่งตรวจบัญชีทุกบริษัท แต่ถูกใช้เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของข้อมูล เช่น
• Pattern Recognition
• Anomaly Detection
• Risk Scoring
เช่น บริษัทในธุรกิจเดียวกันและมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่บริษัทหนึ่งมีตัวเลข VAT หรือผลประกอบการแตกต่างจากกลุ่มอย่างผิดปกติ
ระบบสามารถจัดให้เป็นกลุ่มที่มี คะแนนความเสี่ยงสูง(Risk Score) เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจสอบต่อ
4.Risk-Based Audit(RBA) ตรวจตามความเสี่ยงมากขึ้น
แนวคิดสำคัญของการตรวจสอบยุคใหม่คือ ไม่ใช่การสุ่มตรวจทุกคนเท่าๆกัน แต่เป็นการ คัดเลือกผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยงสูงมาตรวจสอบก่อน
ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น
• ตัวเลขทางบัญชีและภาษีไม่สอดคล้องกัน
• ขอคืน VAT ในลักษณะที่ผิดปกติ
• โครงสร้างธุรกิจหรือบริษัทในเครือมีความซับซ้อน
• ธุรกรรมระหว่างบริษัทที่มีความผิดปกติ
• มีประวัติการตรวจสอบหรือประเด็นภาษีในอดีต
5.วิเคราะห์สถานการณ์จริง(Scenario)
👉กรณีนิติบุคคล ในประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)
บริษัท A ขอคืน VAT จำนวน 3 ล้านบาท
⬇️
ระบบนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับข้อมูล e-Tax
⬇️
พบ Supplier บางรายมีข้อมูลที่ ไม่สอดคล้องกัน
⬇️
ระบบประเมิน ความเสี่ยงสูง
⬇️
เจ้าหน้าที่ขอเอกสารหรือข้อมูลเพิ่มเติมเฉพาะประเด็น
จึงเห็นได้ว่า แทนที่จะตรวจสอบทุกเรื่องของบริษัท อาจมุ่งตรวจสอบเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง
👉กรณีบุคคลธรรมดา
มีเงินหมุนเวียนในบัญชีจำนวนมาก แต่รายได้ที่ยื่นแบบภาษีต่ำกว่าข้อมูลอย่างมีนัยสำคัญ
⬇️
ข้อมูลถูกนำมาวิเคราะห์
⬇️
หากเข้าข่ายความเสี่ยง อาจมีการขอข้อมูลหรือคำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของเงิน
📌สิ่งที่ผู้ประกอบการควรตระหนัก
ในยุคที่ข้อมูลสามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ได้มากขึ้น การทำบัญชีและภาษีให้ถูกต้องและสอดคล้องกันทั้งระบบ จึงมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เพราะสิ่งที่สรรพากรมองไม่ได้มีเพียงตัวเลขเฉพาะในแบบภาษี แต่รวมถึงภาพรวมของธุรกิจจากข้อมูลหลายด้าน
🔹 e-Tax = ข้อมูลธุรกรรม
🔹 Big Data = เชื่อมโยงข้อมูลหลายแหล่ง
🔹 AI / Analytics = วิเคราะห์และคัดกรองความเสี่ยง
🔹 RBA = นำความเสี่ยงไปสู่การตรวจสอบ
❌ AI ไม่ตรวจทุกคน ✅แต่เป็นระบบที่ช่วย “คัดกรองความเสี่ยง”
🎯 ตัวเลขสอดคล้อง ธุรกรรมมีที่มา เอกสารครบถ้วน = บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น
🚨 แต่ถ้าข้อมูลหลายส่วนไม่สัมพันธ์กัน ความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบก็อาจเพิ่มขึ้น
หมายเหตุ: รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับระบบและวิธีการคัดกรองของหน่วยงานภาษีบางส่วนเป็นข้อมูลภายใน จึงไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด เนื้อหานี้นำเสนอในเชิงความรู้และภาพรวมของแนวทางการตรวจสอบภาษีด้วยเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ความเสี่ยง
สถาบันฝึกอบรม KASME
นิติบุคคลเลขที่: 0215548001661
รหัสสถาบัน 06-153(สภาฯบัญชี)
รหัสองค์กร 3-0011(กรมสรรพากร)
โทร.(033) 060-395, 099-289-8974
Email: mykasme@gmail.com
LINE: KASMETHAI
Website: www.kasmethai.com









































ความคิดเห็น