Stock โรงงานหาย ใครรับผิด? 5 จุดเสี่ยง Inventory ที่อาจกระทบ VAT และภาษี
สำหรับธุรกิจโรงงานอุตสาหกรรม “สินค้าคงเหลือ (Inventory)” ไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบการเงิน แต่เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต งานระหว่างทำ สินค้าสำเร็จรูป การขาย ไปจนถึงการคำนวณต้นทุนและภาษี

ยิ่งโรงงานมีวัตถุดิบหรือสินค้าคงเหลือมูลค่าสูง และมีการเคลื่อนไหวของสินค้าเป็นจำนวนมาก ความคลาดเคลื่อนของ Stock เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อทั้ง ต้นทุนขาย กำไร สินทรัพย์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล
ดังนั้น นักบัญชีโรงงานจึงไม่ควรมอง Inventory เพียงว่า Stock ตรงหรือไม่?
แต่ควรมองต่อไปว่า "ถ้า Stock ไม่ตรง เกิดจากอะไร และมีผลทางบัญชีและภาษีอย่างไร?”
1. Stock ในระบบไม่ตรงกับ Physical Stock
ปัญหาที่พบได้บ่อยในโรงงานคือ จำนวนสินค้าตามระบบไม่ตรงกับจำนวนที่ตรวจนับได้จริง
ตัวอย่างเช่น
- ระบบแสดงวัตถุดิบ 10,000 หน่วย แต่ตรวจนับจริงเหลือ 9,700 หน่วย
- มีการเบิกวัตถุดิบไปใช้ในการผลิตแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัด Stock
- มีการรับสินค้าแล้ว แต่เอกสารหรือการบันทึกในระบบยังไม่ครบ
- มีการโอนสินค้าระหว่างคลัง แต่ไม่ได้บันทึกการโอน
- หน่วยนับในระบบไม่สอดคล้องกับ Physical Stock
- มีการสูญเสียในกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้บันทึกหรือไม่มีเอกสารรองรับ
สิ่งที่นักบัญชีควรทำเมื่อพบ Stock Variance
ไม่ควรแก้ไขตัวเลขในระบบให้ตรงกับ Physical ทันที แต่ควรตรวจสอบสาเหตุก่อน เช่น
Physical Count
↓
Stock Reconciliation
↓
ตรวจสอบเอกสาร
↓
วิเคราะห์สาเหตุของส่วนต่าง
↓
พิจารณาการบันทึกบัญชี
↓
พิจารณาผลกระทบทางภาษี
เริ่มจากการตรวจนับสินค้าคงเหลือจริง (Physical Count) เปรียบเทียบกับข้อมูลในระบบ (Stock Reconciliation) ตรวจสอบเอกสารประกอบ วิเคราะห์สาเหตุของส่วนต่าง พิจารณาการบันทึกบัญชี และประเมินผลกระทบทางภาษีที่เกี่ยวข้อง
เพราะ “Stock ขาด” อาจเกิดจากหลายสาเหตุ และแต่ละสาเหตุอาจมีผลทางภาษีไม่เหมือนกัน
สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT กฎหมายกำหนดให้จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ และการมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ มีผลทางภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร
2. Stock ขาด ไม่ได้แปลว่า “ต้องเสีย VAT” เหมือนกันทุกกรณี
นี่คือประเด็นที่นักบัญชีโรงงานต้องระวังเป็นพิเศษ
ตามมาตรา 77/1(8)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร กรณี มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ถือเป็นการขายสินค้าเพื่อวัตถุประสงค์ของ VAT และมาตรา 79/3(3) กำหนดให้ฐานภาษีในกรณีดังกล่าวถือราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีสินค้าสูญหายจากการโจรกรรมว่า หากมีหลักฐานชัดเจนว่าสินค้าถูกโจรกรรม ในทางภาษีเงินได้นิติบุคคลอาจถือผลเสียหายเป็นรายจ่ายได้ตามเงื่อนไข แต่ในมุม VAT สินค้าที่สูญหายดังกล่าวเข้าลักษณะสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ จึงมีหน้าที่เสีย VAT ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น นักบัญชีควรแยกให้ชัดระหว่าง “Stock ขาด” กับ “สาเหตุที่ทำให้ Stock ขาด” เพราะสาเหตุและข้อเท็จจริงมีความสำคัญต่อการพิจารณาภาษี
3. ของเสีย / Scrap จากกระบวนการผลิต ต้องควบคุมอย่างไร?
โรงงานอุตสาหกรรมมักมีของเสียหรือเศษซากจากกระบวนการผลิต เช่น
- เศษโลหะ
- เศษพลาสติก
- เศษวัตถุดิบ
- สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
- สินค้าที่เกิดจากการทดลองผลิต
- วัตถุดิบที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้
- สินค้าที่ไม่ผ่าน QC
ปัญหาที่นักบัญชีควรให้ความสำคัญคือ Scrap ที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายเส้นทางได้หรือไม่ ตั้งแต่วัตถุดิบที่เบิกใช้ ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ผลผลิตที่ได้ Scrapและของเสียที่เกิดขึ้น จนถึงสินค้าที่นำไปจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการผลิตและสินค้าคงเหลือได้อย่างครบถ้วน
วัตถุดิบที่เบิก → ปริมาณที่ใช้ผลิต → ผลผลิต → Scrap → ของเสีย → สินค้าที่จำหน่าย
ตัวอย่างเช่น หากโรงงานใช้วัตถุดิบ 100 หน่วย ผลิตสินค้าได้ 90 หน่วย และมี Scrap 10 หน่วย นักบัญชีควรสามารถอธิบายได้ว่า Scrap 10 หน่วยนั้น
- ยังอยู่ในโรงงานหรือไม่
- นำกลับมาใช้ใหม่หรือไม่
- จำหน่ายออกไปหรือไม่
- ส่งทำลายหรือไม่
- เกิดจาก Normal Loss หรือผิดปกติหรือไม่
จุดสำคัญทางภาษี หาก Scrap ถูกจำหน่ายออกไป ต้องพิจารณาธุรกรรมการขายและภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อเท็จจริงของกิจการ
ดังนั้น Scrap ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ของเหลือจากการผลิต” แต่ควรอยู่ในระบบควบคุมของโรงงานตั้งแต่ต้นทาง
4. Slow Moving / Obsolete Inventory: มีของอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่ามีมูลค่าเท่าเดิม
โรงงานจำนวนมากมีปัญหา Slow Moving หรือ Obsolete Inventory เช่น
- วัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้มานาน
- สินค้าที่ขายไม่ได้
- สินค้ารุ่นเก่า
- ชิ้นส่วนของเครื่องจักรรุ่นที่เลิกใช้
- วัตถุดิบที่สั่งมาเกินความต้องการ
- สินค้าที่ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ
ในมุมบัญชี TAS2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ กำหนดหลักการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือโดยเปรียบเทียบราคาทุนกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) แล้วใช้จำนวนที่ต่ำกว่า โดยมูลค่าสุทธิที่จะได้รับพิจารณาจากราคาที่คาดว่าจะขายได้ หักต้นทุนที่จำเป็นในการทำให้เสร็จและต้นทุนที่จำเป็นในการขาย
ดังนั้น มี Stock อยู่จริง ≠ Stock ต้องมีมูลค่าเท่ากับราคาทุนเสมอไป
ตัวอย่างเช่น:
โรงงานมีสินค้าคงเหลือราคาทุน 5 ล้านบาท แต่จากการประเมินพบว่าสินค้าบางส่วนล้าสมัยและสามารถขายได้ต่ำกว่าทุน กิจการอาจต้องพิจารณาปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือตามหลักการของ TAS2 โดยต้องมีข้อมูลและหลักฐานรองรับการประมาณมูลค่า
สภาวิชาชีพบัญชียังยกตัวอย่างการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือจากราคาทุนลงเป็น NRV และรับรู้ผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าเป็นค่าใช้จ่ายในงวดที่เกิดการปรับมูลค่า
แต่ต้องระวังเรื่องภาษี ค่าเผื่อหรือการปรับลดมูลค่าในทางบัญชี ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรายจ่ายทางภาษีได้โดยอัตโนมัติ
ดังนั้นควรแยกการพิจารณา การบันทึกบัญชีและประเมินผลกระทบทางภาษี ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
และจัดเตรียมหลักฐาน เช่น
- Inventory Aging
- รายงานการเคลื่อนไหวของสินค้า
- ราคาขายล่าสุด
- ใบเสนอราคา
- Customer Order
- รายงานสินค้าล้าสมัย
- รายงาน QC
- เอกสารอนุมัติจากฝ่ายบริหาร
5. สินค้าชำรุด / เสื่อมคุณภาพ / ล้าสมัย และการทำลาย
อีกประเด็นที่โรงงานต้องระวังคือ สินค้าที่ไม่สามารถจำหน่ายหรือใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ
ตัวอย่างเช่น
- สินค้าเน่าเสีย
- สินค้าชำรุด
- สินค้าเสื่อมคุณภาพ
- สินค้าล้าสมัย
- สินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน
- วัตถุดิบที่ไม่สามารถนำไปผลิตได้
กรณีนี้ ไม่ควรปรับลดสินค้าคงเหลือด้วยการบันทึกบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบสาเหตุและจัดเตรียมเอกสารประกอบให้ครบถ้วนด้วย
1. สินค้าคือรายการใด
2. จำนวนเท่าใด
3. เหตุใดจึงไม่สามารถจำหน่ายหรือใช้งานได้
4. ใครเป็นผู้ตรวจสอบ
5. ใครเป็นผู้อนุมัติ
6. ทำลายเมื่อใด
7. ทำลายด้วยวิธีใด
8. มีพยานหรือหลักฐานการทำลายอย่างไร
กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยว่า กรณีสินค้าเน่าเสีย เสื่อมชำรุด เสื่อมคุณภาพ หรือล้าสมัยที่โดยสภาพไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ หากกิจการทำลายตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด การทำลายดังกล่าวไม่ถือเป็นการขายสินค้า จึงไม่มีหน้าที่เสีย VAT จากมูลค่าสินค้าที่ทำลาย และต้นทุนที่เหลือสามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายได้ตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การทำลายสินค้าควรมี เอกสารและกระบวนการควบคุมที่รัดกุม เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อการตรวจสอบ
แล้ว “Stock หาย” มีผลต่อภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างไร?
คำตอบคือ ต้องดูสาเหตุและหลักฐานประกอบ ตัวอย่างเช่น กรมสรรพากรมีแนววินิจฉัยกรณีสินค้าถูกโจรกรรมว่า หากกิจการมีหลักฐานชัดเจนว่าสินค้าถูกโจรกรรม และความเสียหายไม่มีประกันหรือสัญญาคุ้มกัน กิจการสามารถนำต้นทุนของสินค้าที่ถูกโจรกรรมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ตามเงื่อนไขของมาตรา 65 ตรี โดยต้องรับรู้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดความเสียหาย
Inventory Risk กับ VAT Risk ต้องตรวจสอบควบคู่กัน
สำหรับโรงงาน การตรวจสอบ Inventory ที่ดีควรเชื่อมโยงข้อมูลอย่างน้อย 5 ส่วน
1.Physical Stock
จำนวนสินค้าที่มีอยู่จริง
2.Inventory System
จำนวนสินค้าที่อยู่ใน ERP / Stock Card
3.Accounting
มูลค่าที่บันทึกในบัญชี
4.VAT
รายงานสินค้าและวัตถุดิบ / รายงานภาษี / เอกสารขาย
5.Tax Return
ข้อมูลที่นำไปใช้ในการยื่นแบบภาษี
หากข้อมูลทั้ง 5 ส่วนสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงกันได้ ความเสี่ยงทางด้านภาษีจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สินค้าคงเหลือ (Inventory) กับ Risk-Based Audit (RBA)
เมื่อโรงงานมี Stock จำนวนมาก การตรวจสอบไม่ควรหยุดเพียงการถามว่า “Stock ตรงหรือไม่?” แต่ควรถามต่อว่า “Stock จุดไหนมีความเสี่ยงสูงที่สุด?”

นี่คือจุดที่ Inventory Accounting สามารถเชื่อมเข้ากับ Risk-Based Audit ได้โดยตรง
TIPS: Checklist สำหรับนักบัญชีโรงงานก่อนปิดงบ
ก่อนปิดบัญชี ลองตรวจสอบ 8 คำถามนี้
1. Physical Stock ตรงกับ Stock ในระบบหรือไม่?
2. Stock Variance ที่พบมีสาเหตุและเอกสารรองรับหรือไม่?
3. มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบหรือไม่?
4. มี Scrap / Waste / Production Loss ที่ยังไม่ได้บันทึกหรือไม่?
5. มี Slow Moving หรือ Obsolete Inventory หรือไม่?
6. มีสินค้าที่ชำรุดหรือเสื่อมคุณภาพซึ่งต้องพิจารณาปรับมูลค่าหรือทำลายหรือไม่?
7. รายการดังกล่าวมีผลต่อ VAT หรือภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?
8. เอกสารสามารถตรวจสอบย้อนกลับจาก “ตัวเลขในบัญชี” ไปถึง “ธุรกรรมจริง” ได้หรือไม่?
สรุป: Inventory ไม่ใช่แค่เรื่องของคลังสินค้า
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม สินค้าคงเหลือ (Inventory) ถือเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างกระบวนการดำเนินงาน(Operations), บัญชี(Accounting), ภาษี(Tax) และระบบควบคุมภายในของกิจการ(Internal Control) ความผิดพลาดของสินค้าคงเหลืออาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นทุนขาย กำไร งบการเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ไปจนถึงความเสี่ยงจากการตรวจสอบทั้งด้านบัญชีและภาษี
ดังนั้น แนวทางที่นักบัญชีโรงงานควรให้ความสำคัญคือ “อย่ารอให้ผู้สอบบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติ แต่ควรค้นหา Inventory Risk ตั้งแต่ต้นทาง” การบริหาร Inventory ที่ดี คือการทำให้ถูกต้องทั้งระบบ นับตั้งแต่ Stock, บัญชี, ภาษี, การมีเอกสารรองรับ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
เพราะในธุรกิจโรงงาน “Inventory Risk” อาจไม่ได้จบที่คลังสินค้า แต่อาจต่อเนื่องไปถึง “Tax Risk” ได้
________
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป การพิจารณาผลทางบัญชีและภาษีของสินค้าคงเหลือ สินค้าขาด สินค้าสูญหาย Scrap สินค้าชำรุด หรือล้าสมัย ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
________
แหล่งอ้างอิง
กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 77/1 และมาตรา 79/3
กรมสรรพากร — แนววินิจฉัยเรื่องการทำลายสินค้า
กรมสรรพากร — แนววินิจฉัยกรณีสินค้าสูญหาย/ถูกโจรกรรม
สภาวิชาชีพบัญชี — TAS 2 เรื่อง สินค้าคงเหลือ
สภาวิชาชีพบัญชี — คู่มืออธิบาย TAS 2
_______
กดเข้าเว็บไซต์พบกับบทความทางด้านภาษี-บัญชี
และแหล่งเรียนรู้ ฝึกอบรมทางภาษี-บัญชีจากสถาบัน KASME ได้เลย!
KASME: https://www.kasmethai.com
_คลัง e-Book สถาบัน KASME_
_สมัครเป็นสมาชิกเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่าง ๆ_
_ติดตามอัพเดทความรู้ทางภาษีบัญชีดี ๆ ได้ที่_
Facebook - / kasmetax
Youtube - / @kasmethai3988
Website - https://www.kasmethai.com
*ส่งอีเมล์ปรึกษาปัญหาภาษีได้ที่*






































ความคิดเห็น