1272965523380705 1272965523380705
top of page

คำอธิบาย หลักกฎหมายตามประมวลรัษฎากร
ภาษีนอกตำรา ตอน: กฎ 11 ข้อในการติดต่อเพื่อเอาชนะสรรรพากร

โดย อ.ดำริ ดวงนภา สถาบัน KASME

 

 

กฎข้อที่ 1 : ต้องเข้มงวดในเรื่องของกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและการนัดหมาย

การยื่นแบบแสดงรายการ และเสียภาษีอากร การยื่นรายงาน งบดุล งบกำไรขาดทุน และบัญชีพิเศษ(ตามมาตรา17) ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในภาษีอากรประเภทต่างๆ เช่น แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 (มาตรา 56) ภ.ง.ด.94 (มาตรา 56ทวิ) แบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด.51 (มาตรา 67ทวิ) ภ.ง.ด.50 (มาตรา 69) แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 (มาตรา 83) ภาษีธุรกิจเฉพาะ (มาตรา 91/10) หรืออากรแสตมป์ (มาตรา 103) การฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบ หรือรายงานที่กฎหมายกำหนดไว้  มีความผิดทั้งทางแพ่ง(ต้องเสียเงินเพิ่ม) และทางอาญา (มีโทษปรับหรือจำคุก) บทลงโทษสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับประเภทของภาษี ซึ่งมีความ.แตกต่างกัน ในแต่ละประเภท ในกรณีภาษีเงินได้ ไม่ยื่นแบบภายในเวลาที่กำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 35) และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ยให้กรมสรรพากร) อีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของเงินภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ โดยเงินเพิ่มให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบ หรือนำส่งภาษี นี้จนถึงวันชำระ หรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มนี้ มิให้เกินจำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง (มาตรา 27)  ในกรณีถ้าไม่ยื่นรายการโดยมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร จะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 37 ทวิ) 

สำหรับบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชี ไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท (มาตรา71ทวิ) ที่กฎหมายกำหนดให้ มีหน้าที่จัดทำรายงานข้อมูลธุรกรรมในแต่ละรอบบัญชีตามแบบ Discloser Form และยื่นรายงานภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี (มาตรา71ตรี)  กระทำการฝ่าฝืนไม่จัดทำรายงานข้อมูลและยื่นรายงานหรือยื่นรายงานแต่แสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่มีเหตุอันควร จะมีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท (มาตรา 35ตรี) 


หรือในกรณีที่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีการจัดทำสัญญา หรือตราสารที่ต้องเสียอากร ไม่ว่าจะเสียอากรเป็นตัวเงิน หรือเสียอากรโดยการปิดแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งการเสียอากรกฎหมายกำหนดให้ มีการเสียอากรก่อน หรือทันทีที่ทำตราสาร (มาตรา 103)  หรือกรณีที่มีการยื่นตราสารเพื่อขอเสียภาษีต่อสรรพากร ภายใน 15 วัน สำหรับตราสารที่กระทำในประเทศไทย (มาตรา 113)  หรือผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศไทย ได้ยื่นตราสารเพื่อขอเสียอากรต่อสรรพากร ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น สำหรับตราสารที่ได้ทำขึ้นนอกประเทศไทย (มาตรา 111)  ตราสารที่ทำในประเทศไทยและนอกประเทศไทย ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว กฎหมายอนุมัติให้เสียอากรตามที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์  การเสียอากรที่พ้นกำหนดเวลาจะมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และเสียเงินเพิ่มอากร 1 เท่า 2 เท่า หรือ 5 เท่า ของเงินอากร แล้วแต่กรณี

กฎข้อที่ 2 : ต้องแจ้งรายได้ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะรายได้ที่สรรพากรรู้ และสามารถค้นหาได้จากระบบ
   
ก่อนปี 2562 กรมสรรพากรสามารถค้นหารายได้ของบุคคลหรือบริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลได้จากระบบภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย ของกรมสรรพากร เช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หัก ณ ที่จ่าย (มาตรา 50) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของบุคคล และบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด นิติบุคคล (มาตรา 3เตรส) ที่กำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือนิติบุคคล มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ทุกคราว เมื่อมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามแต่ละประเภทของเงินได้  และให้ผู้จ่ายเงินนำส่งภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายต่อกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลา หรือในกรณีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อทำการยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน (มาตรา 83) ข้อมูลรายได้ หรือยอดขายรายเดือนที่ยื่นไว้ในแบบแสดงรายการ ภ.พ.30 จะเป็นข้อมูลรายได้ที่กรมสรรพากรทารบทันที ว่าผู้ประกอบการมียอดขายหรือรายได้เท่าใดในรอบหนึ่งปี หรือรอบระยะเวลาบัญชี โดยสามารถค้นหาจากระบบของกรมสรรพากรได้เอง
   
ในปัจจุบัน กรมสรรพากรมีแหล่งข้อมูลสำคัญ ที่กรมสรรพากรสามารถรู้รายได้ของผู้เสียภาษีได้อย่างครอบคลุมเป็นวงกว้าง และมีความแม่นยำ รวดเร็ว ที่ค้นหาได้จากระบบของกรมสรรพากรโดยง่าย คือ 

1.ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะพิเศษเฉพาะในปีที่ล่วงมาแล้ว
ธุรกรรมลักษณะพิเศษเฉพาะ คือ ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในปีที่ล่วงมาแล้ว ดังนี้
1) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป
2) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้งและมียอดรวมของธุรกรรม ฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป 
           
ผู้ที่มีหน้าที่รายงาน คือ ธนาคาร ธุรกิจสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน โดยให้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลดังกล่าวในปีที่ล่วงมาแล้วต่อกรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี (มาตรา 3สัตตรส)
           
ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้อธิบดีมีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกิน 100,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดเวลา ที่ฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง (มาตรา 3 อัฏฐารส)

หมายเหตุผู้เขียน : รายงานธุรกรรมเฉพาะ เริ่มมีการรายงานครั้งแรก วันที่ 30 มิถุนายน 2563 สำหรับเงินได้บุคคลธรรมดา ในปี 2562

2.ข้อมูลจากบัญชีพิเศษของ  E -PLATFORM 
ผู้ประกอบการ E-PLATFORM ซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศไทย และมีรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000 ล้านบาท มีหน้าที่จัดทำบัญชีพิเศษที่แสดงข้อมูลรายรับที่ได้รับจากผู้ประกอบการ และนำส่งข้อมูลต่อกรมสรรพากร บนระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 150 วัน นับแต่วันสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับข้อมูลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม  2567 เป็นต้นไป (มาตรา 17(1) แห่งประมวลรัษฎากร )

กฎข้อที่ 3 : ต้องไม่เพิกเฉยกับหนังสือเชิญพบ หรือหมายเรียก ของกรมสรรพากร ควรให้ความร่วมมือกับสรรพากร
   
หนังสือเชิญพบ ยังไม่ใช่คำสั่ง หรือหนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรใดๆ แต่เป็นหนังสือที่ส่ง ถึงผู้เสียภาษีเพื่อให้ไปให้ถ้อยคำ เมื่อสรรพากร มีหลักฐานข้อมูลเชื่อได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่การเสียภาษีของผู้เสียภาษี อาจไม่ถูกต้อง  และเมื่อ ส่งหนังสือเชิญพบไปแล้วแต่ผู้เสียภาษีมิได้มาพบตามกำหนดการนัดหมาย อาจจะเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษี  (มาตรา 19) ให้นำบัญชี และหลักฐานอันควรแก่เรื่อง ไปพบเพื่อการตรวจสอบภาษีได้ การส่งหมายเรียก ( มาตรา 8 ) ส่งได้โดยวิธีการ 
1.ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
2.ให้เจ้าหน้าที่ไปนำส่งด้วยตนเองให้ผู้รับ หรือบุคคลใดที่บรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้าน ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับก็ได้
3.ส่งโดยวิธีปิดหมายเรียก ณ ภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานของผู้รับ ในที่ซึงเห็นได้ง่าย
4.ส่งโดยการลงโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่นนั้น
5.ส่งด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ E – MAIL  หรือส่งทาง LINE  
                 
การออกหมายรียกเพื่อการตรวจสอบภาษี แบ่งออกได้ เป็น 2 กรณี ดังนี้

1) กรณีผู้เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไว้ แต่ชำระภาษีไม่ถูกต้อง (มาตรา 19) กรมสรรพากรมีอำนาจออกหมายเรียกภายใน 2 ปี หรือไม่เกิน 2 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบแสดง
รายการ เมื่อทำการตรวจสอบเสร็จ และแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ผู้เสียภาษีต้องเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ (มาตรา 20,มาตรา 22) กรณีที่ระหว่างการตรวจสอบ ผู้เสียภาษีให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี ผู้เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ถ้าไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษี แต่ถ้าในกรณีที่ผู้เสียภาษีไม่ให้ความร่วมมือในขณะการตรวจสอบ หรือไม่ยอมตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เมื่อมีการประเมินและแจ้งจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระแล้ว  กรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์ (มาตรา 21)

2) กรณีผู้เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี (มาตรา 23 ) สรรพากรมีอำนาจออก
หมายเรียกภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ เมื่อแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ผู้เสียภาษีต้องเสียเบี้ยปรับอีก 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ (มาตรา 26) และผู้เสียภาษียื่นอุทธรณ์ได้กรณีที่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วยดี (มาตรา 24) แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ หรือไม่ยอมตอบคำถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ห้ามมิให้อุทธรณ์ประเมิน (มาตรา 25)

กฎข้อที่ 4 : ต้องมีความชัดเจนในประเด็นที่ไปติดต่อ และกำหนดเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ

เมื่อได้รับหนังสือหรือหมายเรียกให้ไปพบสรรพากร สิ่งที่ผู้เสียภาษีควรมีการเตรียมตัว คือ รวบรวมข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับประเด็นที่ต้องไปชี้แจง ปกติผู้เสียภาษีจะทราบได้จากข้อความในหนังสือที่ทางสรรพากรนัดหมาย  จะทราบว่าเกี่ยวข้องกับภาษีอากรประเภทใด เป็นประเด็นรายได้ หรือค่าใช้จ่าย หรือภาษี หัก ณ ที่จ่าย หรือเรื่องอื่น ๆ ที่ยื่นแบบและเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้อง เมื่อทราบชัดเจนในประเด็นทางภาษีที่ต้องไปพบเพื่อให้ถ้อยคำแล้ว ผู้เสียภาษีควรตรวจสอบทาน ข้อมูลเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ทั้งหมดกับแบบแสดงรายการหรือรายงานภาษี ที่ยื่นไว้ และตรวจบัญชีของตนเองว่า มีความถูกต้องหรือพบข้อผิดพลาดหรือไม่  ขณะเดียวกันควรเตรียมคำชี้แจงว่าจะให้ถ้อยคำอย่างไร และกำหนดเป้าหมายในการไปพบสรรพากรว่าตามประเด็นที่สรรพากรเรียกพบ ควรจะเจรจาอย่างไร ควรแสดงหลักฐานใดเพื่อให้ไม่ต้องเสียภาษี หรือถ้ายื่นไว้ผิดพลาดจริง จะขอลดจำนวนภาษีที่ต้องชำระลงอย่างไร  ก่อนจ่ายภาษีที่เหลือทั้งหมด

กฎข้อที่ 5 : ต้องตั้งคำถามสรรพากรด้วย ขณะที่ไปทำการติดต่อไม่ใช่ให้สรรพากรถามฝ่ายเดียว

ในการไปพบสรรพากร ควรมีการสอบถามกับทางสรรพากรด้วย เช่น ทำไมกิจการถึงถูกตรวจสอบ และเป็นประเด็นเรื่องใด ข้อมูลที่สรรพากรมีอยู่เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลของกิจการมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร การสนทนาพูดคุยแบบสองทาง TWO WAY COMMUNICATION และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และจะเป็นประโยชน์ให้ทราบว่าสรรพากรมีข้อสงสัยในประเด็นใดกิจการควรชี้แจงอย่างไร ในขณะเดียวกันกิจการก็สามารถแสดงความเห็นแย้งได้ ในกรณีที่เห็นว่าข้อมูลบางอย่างที่สรรพากรมีอาจไม่ถูกต้อง  พร้อมกับแสดงข้อมูลหลักฐานประกอบการชี้แจงที่เตรียมไปด้วย

กฎข้อที่ 6 : ต้องไม่โกหกหรือหลอกลวง สร้างหลักฐานหรือทำหลักฐานอันเป็นเท็จไปแสดงต่อสรรพากร

ข้อที่ 6 นี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผู้เสียภาษีพึงระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น เพราะการสร้างหลักฐานหรือทำหลักฐานอันเป็นเท็จ และนำไปแสดงต่อสรรพากร หรือการให้ถ้อยคำ ตอบคำถามเป็นเท็จที่กระทำโดยเจตนาถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรง มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท (มาตรา 37 )
   
ตัวอย่างในกรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการที่มีการกระทำใดๆโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เช่นออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก หรือไม่ยอมออกใบกำกับภาษี ไม่ลงรายการหรือลงรายการเป็นเท็จในรายงานภาษี หรือโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม (ปลอมเอกสาร) ไปใช้ในการเครดิตภาษี หรือออกใบกำกับภาษีโดยมิชอบตามกฎหมาย (ไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง) การกระทำความผิดต่างๆเหล่านี้เป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 200,000 บาท(มาตรา 90/4)

กฎข้อที่ 7 : ต้องอย่าให้ข้อมูลในสิ่งที่สรรพากรไม่ได้ขอ เว้นแต่ข้อมูลนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อท่านเอง

การไปให้ถ้อยคำหรือให้ข้อมูลกับสรรพากร ควรให้ข้อมูลที่ตรงกับประเด็นที่ถูกตรวจ และเห็นว่ามีความถูกต้องจริงๆพร้อมกับหลักฐานประกอบ ถ้ามีควรเตรียมไปให้พร้อม เพื่อให้สรรพากรมีความเชื่อถือและยอมรับ ไม่ควรทำการชี้แจงลอย ๆโดยไม่มีข้อมูลหลักฐาน  ประโยชน์ของข้อมูลและหลักฐานที่นำไปอาจเป็นผลทำให้ภาระภาษีที่ต้องชำระลดลง หรือบางกรณีอาจไม่ต้องชำระเลย  ข้อควรระมัดระวังคือไม่ควรให้ข้อมูลอย่างอื่นที่ไม่มีประโยชน์ต่อการถูกตรวจสอบ และเป็นข้อมูลที่สรรพากรไม่ได้ขอ หรือข้อมูลที่ให้แล้ว จะทำให้เกิดการเปิดประเด็นใหม่ๆ สำหรับการตรวจภาษีของสรรพากร  หรือข้อมูลที่ให้ใหม่จะทำให้มีความสับสน ขัดแย้งกับที่เคยให้การไว้เดิม จนเกิดข้อสงสัยเป็นเหตุให้มีการขยายขอบเขตในการตรวจสอบ  จะทำให้เพิ่มต้นทุนการทำงานและเวลา มีความเสี่ยงทางภาษีเพิ่มมากขึ้น 


กฎข้อที่ 8 : ต้องไม่เชื่อในคำแนะนำของสรรพากรในทุกเรื่องว่าถูกต้อง หรือดีที่สุดแล้วในการแก้ปัญหา

ประมวลรัษฎากรเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างยากในการอ่านและทำความเข้าใจ เพราะนอกจากประมวลรัษฎากรที่เป็นกฎหมายแม่แล้ว  ในการจะทำความเข้าใจตัวบทกฎหมาย อย่างถ่องแท้ ควรต้องอ่านประกอบกับกฎหมายลูกต่าง ๆ ด้วย ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา  กฎกระทรวง ประกาศ และ คำสั่งต่างๆอีกจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ที่มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากร หรือเป็นนักฎหมายที่ปฏิบัติงานในทางภาษีอากรโดยตรง รวมถึงสรรพากรเอง ที่ถึงจะเป็นผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของตนเอง แต่บางท่านอาจจะยังมีประสบการณ์น้อย หรือปฏิบัติงานมานาน แต่มิใช่สายงานการตรวจสอบภาษีโดยตรง เมื่อกิจการได้ไปพบติดต่อและได้รับคำแนะนำทางด้านภาษี ถึงวิธีการปฏิบัติทางภาษีในเรื่องต่างๆ เมื่อรับคำแนะนำมาแล้วก็ยังไม่ควรสรุปได้ทันทีว่าถูกต้องหรือดีที่สุดแล้วในเรื่องนั้นๆ เพราะมีกรณีที่พบกันอยู่เสมอว่า คำแนะนำบางเรื่องอาจไม่ถูกต้องก็ได้ วิธีการที่ควรทำ คือ ทำการตรวจเช็คข้อมูลที่ได้รับมา จากสรรพากร กับตัวบทกฎหมายประมวลรัษฎากร ว่ามีอ้างอิงอยู่ในมาตราใด หรือเคยมีแนววินิจฉัยข้อหารือของกรมสรรพากร ตอบไว้อย่างไร หรือเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ไว้หรือไม่ เพื่อให้มีความมั่นใจ ก่อนนำไปใช้ปฏิบัติงานจริง


กฎข้อที่ 9 : ต้องทำให้สรรพากรเห็นด้วยให้ได้โดยจัดเตรียมคำชี้แจง พร้อมเอกสารหลักฐานเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ

ข้อนี้สำคัญมากเพราะในการเชิญพบหรือตรวจสอบภาษีของกรมสรรพากร เปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่สรรพากรต้องการพิสูจน์ว่า กิจการมีการเสียภาษีไว้ถูกต้องหรือไม่ ในทุกประเด็นภาษี ตัวอย่างเช่น ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้เสียภาษีมีการยื่นแบบเสียภาษีโดยแสดงรายได้จากค่านายหน้า อาจถูกเรียกตรวจเนื่องจากสรรพากรเห็นว่า ค่านายหน้าที่ผู้เสียภาษียื่นแบบภ.ง.ด.90 และหักค่าใช้จ่ายตามตามจริงไว้ไม่ถูกต้อง ที่ถูกควรยื่นแบบภ.ง.ด.91 และหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อย่างเดียว เนื่องจากค่านายหน้าสรรพากรตีความว่าเป็นเงินได้พึงประเมินประเภท 40(2) ต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้อย่างเดียว ฯไม่ใช่เงินได้พึงประเมินประเภท 40(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ฯ ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้  ดังนั้น ในกรณีเช่นนี้ผู้เสียภาษี ควรเตรียมคำชี้แจงและหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่า รายได้จากค่านายหน้าที่ได้รับนี้มิใช่รายได้ตามมาตรา 40(2) ที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง(ต้นทุนต่ำ)  แต่เป็นรายได้ที่เกิดจากการดำเนินงานในรูปแบบธุรกิจ ที่มีต้นทุนสูง มีค่าเช่า มีค่าจ้าง เงินเดือนพนักงาน และค่าใช้จ่ายอื่นๆเป็นต้น เพื่อให้สรรพากรยอมรับว่าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) 
   
หรือในกรณีการถูกตรวจสอบภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะมีประเด็นค่อนข้างมากในการตรวจ และจะเกี่ยวข้องกับภาษีทุกประเภท ยกตัวอย่างประเด็นหลักของการตรวจ  เช่น ประเด็นรายได้ ประเด็นค่าใช้จ่าย หรือภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งข้อมูลที่มีของกรมสรรพากรและของกิจการ อาจมีทั้งที่ถูกต้องตรงกัน ไม่ตรงกัน และค่าใช้จ่ายบางรายการจากงบการเงิน ที่มีตัวเลขที่อาจไม่น่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้ในการชี้แจงพร้อมนำทานบัญชี และเตรียมหลักฐานไปเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง กิจการจะต้องตรวจสอบตัวเองก่อน ในทุกรายการที่สรรพากรขอตรวจเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าที่ได้ปฏิบัติและยื่นแบบเสียภาษีไว้แล้ว มีความถูกต้อง หรือพบข้อผิดพลาดใด เพื่อประโยชน์ในการชี้แจงให้เกิดความน่าเชื่อถือเมื่อไปพบสรรพากร ค้นหาหลักกฎหมายที่ต้องใช้ประกอบการชี้แจง ในประมวลรัษฎากร คือ รายได้ และรายจ่าย เกณฑ์การรับรู้รายได้ กำไรสุทธิ(มาตรา65)  เงื่อนไขในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิ (มาตรา65ทวิ) รายการที่สรรพากรไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย หรือ รายจ่ายต้องห้าม (มาตรา65ตรี) รวมถึงแนวคำวินิจฉัย หรือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่สรรพากรตรวจ


กฎข้อที่ 10 : ต้องมีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และจัดเก็บข้อมูลทุกครั้งที่ไปติดต่อกับสรรพากร

ในการไปพบกับสรรพากร เจ้าหน้าที่จะมีการบันทึกถ้อยคำของผู้เสียภาษีอากรไว้ทุกครั้งโดยใช้ แบบบันทึกคำให้การ (แบบต.6)  การให้ถ้อยคำครั้งแรกนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก ไม่ควรให้ผิดพลาดเพราะถ้าเป็นประเด็นหลักที่ถูกตรวจและมีความสำคัญต่อการเสียภาษีเมื่อให้การไว้แล้ว จะมาแก้ไขทีหลังได้ยากและสรรพากรมักจะไม่ให้ความเชื่อถือมากกว่าครั้งแรก คำให้การที่ให้ไว้ต่อสรรพากรจะถูกบันทึกไว้ในแบบต.6 นี้ ภายหลังให้คำให้การควรอ่านให้ตรวจสอบทานทั้งหมดก่อนลงชื่อรับรองในแบบคำให้การ ผู้เสียภาษี สามารถขอคัดสำเนาไว้เป็นหลักฐานได้ เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่จะต้องนำกลับไปด้วย และควรกลับไปทบทวนอีกครั้ง ตรวจว่าข้อมูลที่ให้ไว้ ถูกต้องหรือไม่อย่างไรบ้าง กรณีอาจมีประเด็นใดที่อาจมาพบทีหลังว่าให้ถ้อยคำไว้ไม่ถูก หรือมีการจดบันทึกไว้ไม่ถูกต้องในครั้งต่อไปเมื่อมาพบเจ้าหน้าที่อีกครั้ง ต้องชี้แจงหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่จะเป็นประโยชน์ต่อกิจการ ในการไปติดต่อกับสรรพากรอาจมีการขอข้อมูลจากกรมสรรพากรได้ในขณะเดียวกัน เช่น ขอสำเนาแบบแสดงรายการ หรือขอคัดสำเนาใบเสร็จภาษี


กฎข้อที่ 11 : ต้องใช้หลักฐานทางกฎหมาย และระเบียบของราชการทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเองให้มากที่สุดใน 3 สถานการณ์

 

1.สถานการณ์ขณะการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี

1.1 ท่านสามารถยื่นแบบโดยยังไม่ชำระภาษี หรือขอชำระบางส่วนได้ (กรณีที่ไม่มีเงินชำระหรือมีเงินแต่ไม่พอชำระทั้งหมด) ประโยชน์ คือ 
- ไม่ต้องเสียค่าปรับ 
- ไม่ถูกดำเนินคดีอาญา และ
- ได้ลดเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ

1.2 ขอผ่อนชำระภาษี และมีสิทธิจะขอจ่ายภาษีก่อนจนหมด แล้วจึงจ่ายเงินเพิ่มและเบี้ยปรับทีหลังได้

กรณีการผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มียอดชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป  มีสิทธิผ่อนได้ 3งวด โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม ( มาตรา 64 )

กรณีผ่อนภาษีค้างตามใบแจ้งการประเมิน ท่านสามารถยื่นคำร้องตามแบบ ท.ป.2 พร้อมชำระงวดแรก ส่วนที่เหลือผ่อนชำระพร้อมจัดให้มีหลักประกัน


- ผ่อนชำระ 6 งวด (ชำระงวดแรกพร้อมเช็คลงวันที่ล่วงหน้า 5 ฉบับ) สรรพากรอำเภอมีอำนาจอนุมัติ
- ผ่อนชำระ 24 งวด (ชำระงวดแรกพร้อมเช็คลงวันที่ล่วงน้า 23 ฉบับ) สรรพากรพื้นที่มีอำนาจอนุมัติ
- ผ่อนตามอัธยาศัย (มีเงินเท่าไรจ่ายเท่านั้น กรณีนี้จะถูกเจ้าหน้าที่เร่งรัดตามมาตรา12 )

2.สถานการณ์เมื่อถูกเชิญพบหรือถูกตรวจสอบภาษี

2.1 สิทธิในการขอข้อมูลของท่านเองที่อยู่ในการครอบครองของสรรพากร เช่น สำเนาแบบแสดงรายการ และเอกสารประกอบการตรวจ แบบต.6 บันทึกคำให้การในสำนวนตรวจสอบไต่สวน รายละเอียดข้อมูลที่ค้นจากระบบ 

2.2 สิทธิที่จะถามคำถามในขณะถูกตรวจสอบ ประเด็นที่จะตรวจคืออะไร แสดงความเห็น เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร

2.3 สิทธิที่จะพาผู้เชี่ยวชาญทางภาษี ผู้สอบบัญชี หรือทนายไปด้วย ในขณะถูกตรวจสอบ เพราะบางเรื่องเป็นกรณีที่มีความซับซ้อนในข้อกฎหมายที่ต้องให้ผู้รู้เป็นผู้ตอบ คำให้การในสำนวนมีผลด้านบวก-ลบต่อการถูกประเมินภาษีมาก-น้อย หรืออาจไม่ถูกประเมิน

3.สถานการณ์เมื่อถูกแจ้งประเมินภาษีภายหลังการตรวจสอบ

3.1 สิทธิที่จะอุทธรณ์ เมื่อไม่เห็นด้วยกับการถูกประเมินภาษี โดยให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ..พิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินในเขตจังหวัด (มาตรา 30(1))

3.2 สิทธิที่จะฟ้องร้องต่อศาล ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้อุทธรณ์ต่อศาลภายใน กำหนดเวลา30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (มาตรา 30(2))

เกี่ยวกับผู้เขียน

อ.ดำริ ดวงนภา

ผู้สอบบัญชีภาษีอากร | ผู้เขียน | อดีตนักวิชาการ กรมสรรพากร

นัดหมายปรึกษาบริการภาษี

bottom of page
1272965523380705